มารู้จักกับ AHA (Alpha Hydroxy Acids)

มารู้จักกับ AHA(Alpha-Hydroxy Acids)

          เป็นที่ทราบกันดีว่าการมีสุขภาพดีเป็นจุดสำคัญของการมี "ผิวสวย" การมีสุขภาพดีต้องเริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างเพียงพอ, การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกาย ให้เพียงพอด้วย    ดังนั้นทุกท่านจึงหันมารับประทาน "ยาบำรุง" กันขนานใหญ่ หรือไม่ก็หาซื้อครีมบำรุงผิวที่โฆษณากันว่าช่วยให้ผิวสวยทั้งหลายมาใช้กัน  โดยไม่ศึกษาข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ จึงมีหลายท่าน "เสียเงินฟรี ๆ " กับการซื้อครีมบำรุงผิวสารพัดรูปแบบ  แต่รอยเหี่ยวย่นก็ยังไม่จางหายเสียที    ในปัจจุบันตามท้องตลาดบ้านเรา เราจะเห็นผลิตภัณฑ์จำนวนมาก ที่มีส่วนผสมของสาร AHA ประกอบอยู่โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ซึ่งพบว่าแทบจะทุกชนิด มีส่วนผสมของ AHA กันทั้งนั้น แล้ว AHA จริงๆ แล้วมันคืออะไรกัน ทำไมถึงได้มีคนใช้มากมายขนาดนั้น

AHA  เป็นตัวย่อของ Alpha Hydroxy Acids ซึ่งเป็นกลุ่มของสารประกอบ ประเภทกรดอินทรีย์ ที่สกัดได้จากธรรมชาติ จริงๆ แล้วมันก็คือ กรดผลไม้ (Fruit acid) ที่ทำให้มีรสเปรี้ยวจากผลไม้นั่นเอง   ในสมัยก่อนหรือแม้แต่ปัจจุบัน ได้มีการนำเอาผลไม้บางชนิดมาพอกหน้า เช่น แตงกวา, มะขาม, แครอท, แอปเปิ้ล ฯลฯ แล้วจะทำให้ผิวเนียนขึ้น ดูสดใสขึ้น ซึ่งผลที่ได้มาจาก AHA ที่อยู่ในผลไม้นั่นเอง    ในปัจจุบันเราสามารถสังเคราะห์ AHA โดยไม่ต้องไปสกัดจากธรรมชาติ เนื่องจาก AHA ที่ได้จากธรรมชาติ อาจจะมีสารที่ไม่ต้องการปะปนมา เช่น ยางไม้, สารรสเปรี้ยวอย่างอื่น   ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผิว อาจจะทำให้แพ้ หรือทำให้ผิวคล้ำขึ้น

โครงสร้างของ AHA

AHที่ได้จากพืชต่างชนิดกัน จะมีคุณสมบัติต่างกัน อันเนื่องมาจากโครงสร้างของ AHA ที่แตกต่างกัน จำนวนคาร์บอนอะตอมที่แตกต่างกัน ตารางแสดง AHA ชนิดต่างๆ จากผลไม้ต่างๆ

AHA

ชื่อทางเคมี

C อะตอม

แหล่งที่พบ

Glycolic acid

2-Hydroxyethanoic acid

2

อ้อย

Lactic acid

2-Hydroxypropionic acid

3

โยเกิร์ต, มะเขือเทศ

Malic acid

2-Hydroxybutanedioic acid

4

แอปเปิ้ล

Tartaric acid

2,3-Dihydroxybutanedioic acid

4

มะขาม, องุ่น, ไวน์

Citric acid

2-Hydroxypropane-1,2,3-tricarboxylic acid

5

ส้ม, มะนาว, สับปะรด

 

AHA ที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก คือมีคาร์บอนอะตอมน้อย จะสามารถซึมผ่านผิวได้ดี ดังนั้น Glycolic acid จึงสามารถออกฤทธิ์ได้ดีกว่า AHA จากผลไม้ชนิดอื่น จึงสังเกตได้ว่ามี Glycolic acid ถูกใช้ในเครื่องสำอางหลายชนิด
โดยทั่วไปแล้ว AHA จะใช้ผสมในเครื่องสำอางในความเข้มข้นไม่ถึง 3% จะทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น ทำให้ผิวชั้นหนังกำพร้านุ่มขึ้น ความเข้มข้น 8-15% ซึ่งเป็นความเข้มข้นในการใช้ บำรุงผิวทำให้ดูสดใส แต่ยังมีการใช้ AHA ในขนาดสูง ความเข้มข้นประมาณ 30-70% ในการใช้รักษาโรคผิวหนังบางชนิด ภายใต้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงได้

ผลของ AHA ต่อผิวหนัง

    1. AHA จะทำให้เซลล์ผิวหนังกำพร้าชั้นบน ที่เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ซึ่งก็คือ ขี้ไคล นั่นเอง มีการหลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งโดยปกติการหลุดลอกของผิวนี้ จะมีการพอกพูนหนาขึ้น และลอกออกยากขึ้นตามอายุ และทำให้ผิวดูหยาบกร้าน ดังนั้นผลของ AHA ต่อผิวหนังชั้นบนนี้ จะทำให้ผิวหนังส่วนนี้หลุดลอกง่ายขึ้น ทำให้ดูมีผิวเปล่งปลั่งสดใสมากขึ้น

     2. AHA จะช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนังจาก Basal cells ซึ่งเป็นเซลล์ใต้ผิวหนัง ให้มีการเร่งการสร้างผิวใหม่ทดแทนผิวเก่า ที่หลุดลอกออก ทำให้มีการสร้างผิวใหม่ขึ้นมา และผิวมีสุขภาพดีขึ้น

     3. AHA จะกระตุ้นเซลล์หนังแท้ ให้มีการสร้าง คอลลาเจนไฟเบอร์ (Collagen fibers), อีลาสติดไฟเบอร์ (Elastic fibers), Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นองค์ประกอบของหนังแท้  โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้น ชั้นผิวหนังจะบางลง และทำให้ผิวมีการยุบตัว หย่อนยาน มีริ้วรอยย่น  ดังนั้นเมื่อใช้ AHA ก็จะช่วยให้มีการสร้างผิวให้หนาขึ้น ลดรอยย่นและริ้วรอยต่างๆ ได้

       4. AHA ที่ใช้ในความเข้มข้นสูง จะทำให้ชั้นหนังกำพร้าแยกตัวออกจากหนังแท้ ซึ่งนำไปใช้รักษาโรคผิวหนังบางชนิด เช่น กระเนื้อ, หูด เป็นต้น

      5. AHA เชื่อว่าสามารถทำให้ยาอื่น ออกฤทธิ์ต่อผิวหนังได้ดีขึ้น โดยทำให้ยาสามารถดูดซึมเข้าผิวหนังได้ดีขึ้น เราจึงพบ AHA ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์รักษา สิว, กระ, ฝ้า, รอยด่างดำ, แผลเป็น  ฯลฯ

อาการข้างเคียงของ AHA ที่ความเข้มข้นสูง

     1. AHA อาจจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ จะรู้สึกคันยิบๆ ซึ่งใช้ต่อไปเรื่อยๆ อาการนี้อาจหายได้ แต่ถ้าใช้ AHA ในความเข้มข้นสูง อาจทำให้เกิดอาการแสบผิวได้ โดยขึ้นกับความเข้มข้นที่ใช้ ระยะเวลา และสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย

      2. อาการผิวลอก เกิดจากผิวหนังกำพร้าแยกตัวออกจากหนังแท้ ดังที่กล่าวไว้ว่า AHA ในความเข้มข้นสูง จะทำให้มีการแยกตัวของหนังกำพร้า กับหนังแท้ ซึ่งทำให้มีอาการแดงและแสบผิว ขึ้นกับระยะเวลาที่สัมผัสกับผิว และสภาพความไวของผิวด้วย

      3. AHA ในความเข้มข้นสูงอาจทำให้เกิดรอยด่างดำได้


« Back